[YJ] : No Gain :

posted on 24 May 2012 20:41 by shirotokuro  in FicYaoi

No Gain

 

 

 

 

 

 

จากที่เป็นแค่ลมหนาว ตอนนี้ หิมะเริ่มโปรยปราย

 

ท้องฟ้าสีดำสนิท วัตถุสีขาว บอบบาง ร่วงหล่นตามลมที่พัดเบาๆ ก่อนจะซึมหายลงกับพื้นถนน

 

ผู้คนเดินกันขวักไขว่ เสียงพูดคุย หัวเราะคิกคัก รอยยิ้มของคนรอบๆตัวเหมือนหน้ากากที่เขาเหล่านั้นสวมเข้าหากัน

 

คิมแจจุงไม่รู้สึกถึงความสุขเหล่านั้น

 

ผ้าพันคอทำให้ลมหายใจที่เคลื่อนออกไป ลอยเป็นไอขึ้นผ่านดวงตา ซุกมือลงกระเป๋าเสื้อโค้ท มือถืออยู่ในกระเป๋านั้น คิมแจจุงกำมันไว้ในมือ ก่อนจะตัดสินใจหยิบมันออกมา

 

หน้าจอบอกวันที่ เวลา เวลาที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ที่คิดว่าแม้แต่นาทีเดียว ก็นานเสียใจแทบจะทนไม่ไหว

 

นานเท่าไหร่แล้ว ที่เงาของคนๆหนึ่งหายไป

 

ไม่เห็น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เห็นเงาๆนั้นอีก

 

เดินเลี้ยวเข้าไปในซอยที่ห่างไกลจากแสงเสียง ร้านอาหารริมทางเล็กๆร้านหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ตรงนั้น ลูกค้าก็ไม่เยอะเหมือนเคย รสชาติอาหาร เรียกไม่ได้ว่าชั้นยอด แต่เป็นรสชาติที่ทำให้คิดถึงบ้าน

 

ยื่นมือออกไปแหวกพลาสติกที่คลุมรอบร้านกันความหนาวได้เพียงเบาบาง ปลายนิ้วเป็นสีแดง เย็นเฉียบเมื่อแตะเข้ากับสิ่งที่ต้านลมอยู่นาน

 

สั่งหมี่ดำกับลุงเจ้าของร้านไป เขายิ้ม ยังจำได้อยู่ ไม่ได้มาประจำ แต่ก็มาทุกครั้งที่รู้สึกเหนื่อยล้า กินคู่กับโซจูที่แทบจะเหมือนน้ำเปล่า

 

“ไง พี่ชาย วันนี้เป็นยังไง”

 

“ก็…เหมือนเดิมครับลุง”

 

ไม่ได้แย่ลง แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น

 

วันนี้ วันที่อีกคน คนที่ไม่ได้อยู่ข้างกันต่อไป คงกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนนับพัน นับหมื่น ใต้แสงไฟสว่าง อยู่ใต้สายตาทุกคู่ที่จับจ้องด้วยความหลงใหล

 

จะเป็นยังไงนะ ความรู้สึกแบบนั้น ยังเหมือนเดิมหรือเปล่า?

 

จะประหม่า แบกรับความรับผิดชอบของทั้งวงไว้ เหมือนเดิมหรือเปล่า

 

คิมแจจุงไม่รู้ และก็ตอบแทนชองยุนโฮในเวลานี้ไม่ได้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเดินก้าวไปข้างหน้า ก็ยากที่จะพูดได้เต็มปากว่าสิ่งเหล่านั้นยังเหมือนเดิม

 

“…วันนี้อากาศหนาวจังนะ”

 

แจจุงมองไปรอบๆร้าน คนน้อยกว่าปกติ ทั้งๆที่ควรจะแน่นร้านไปด้วยพนักงานออฟฟิศหลังเลิกงานแท้ๆ มีเพียงเขา และคุณแม่ลูกอ่อนเท่านั้น

 

“ขอโซจูอีกขวดด้วยครับ”

 

“อกหักมาหรอ?”

 

“ไม่เชิง”

 

“หนุ่มสาวก็งี้ เดี๋ยวอีกไม่นานก็หาคนมาดามใจได้ใหม๋”

 

เจ้าของร้านหลุดสำเนียงเสียงบ้านเกิดออกมาเต็มๆ แจจุงยิ้มบางๆ

 

“เอาน่าพี่ชาย เครียดไปก็เท่านั้น วันนี้ลุงจะแถมโซจูให้อีกขวด”

 

“ไม่เป็นไรครับ”

 

“รับไปเถอะน่า”

 

สองขวดใหม่ตั้งอยู่ตรงหน้า

 

ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนคอแข็ง คิมแจจุงไม่ใช่มือใหม่สำหรับของพวกนี้ ใช้มันแทนเครื่องมือทุกคืนด้วยซ้ำ

 

ค่ำคืนที่ไม่อาจข่มตาหลับ ทำให้ทุกอย่างแสนยาวนาน

 

มองบรรยากาศเมืองที่เคลื่อนไปตามจังหวะของมันอย่างช้าๆในห้องมืด เครื่องดนตรี อุปกรณ์ทุกอย่างวางอยู่ตรงนั้น สิ่งที่ขาดคือแรงบันดาลใจ แรงที่จะดันให้เขาก้าวไปข้างหน้าได้อีกครั้ง

 

ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากจะไปไหน

 

อยากจะอยู่ที่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม และโยนมันลงไปอยู่กับกระป๋องที่เกลื่อนพื้นเมื่อเหลือเพียงความว่างเปล่า

 

ความทรงจำ ที่พยามยามลืมมากเท่าไหร่ กลับยิ่งจดจำได้มากขึ้นเท่านั้น

 

กี่ครั้ง ที่กดเบอร์ไป โทรออก แต่ไม่มีใครรับ

 

ย้อนกลับไปคิด ก็สงสัยว่าผ่านค่ำคืนเหล่านั้นมาได้ยังไง

 

ต้องลบ ลบความทรงจำเกี่ยวกับเขาคนนั้น ก่อนที่คิมแจจุงจะหมดแรงก้าวต่อไปข้างหน้า

 

คนที่เป็นยิ่งกว่าเพื่อน มากกว่าคนรัก

 

อีกครึ่งหนึ่ง ของเวลาทั้งหมดในชีวิต

 

ชองยุนโฮ

 

“ผมคิดถึงเขา”

 

“อีกไม่นานก็ลืมได้เอง”

 

“…ยิ่งพยายามมองหาคนอื่นมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผมรู้มากเท่านั้นว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ มันเป็นแค่คำโกหกสำหรับผม”

 

เจ้าของร้านไม่พูดอะไร

 

เดินเข้าใกล้เคาน์เตอร์มากขึ้นกว่าเดิม เทโซจูที่เหลืออยู่อีกครึ่งขวดลงแก้วใบเล็กจนหมด

 

“ดื่มซะ”

 

แจจุงยกแก้วขึ้นดื่มทันทีทีได้ยิน

 

ไม่รู้สึกเหมือนจะร้องไห้ มันผ่านไปนาน นานมากแล้วสำหรับการร้องไห้ สิ่งเดียวที่ผิดคือความคิด คือหัวใจ ที่ไม่รู้จักยอมรับความเป็นจริง

 

พวกเราไม่อาจจะเจอกันได้อีกแล้ว

 

ความจริงที่แค่พูดออกมา หูก็ปฎิเสธจะได้ยิน สมองปฎิเสธที่จะแปลผล

 

หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า น้ำตาเอ่อล้นโดยที่ไม่ต้องมีน้ำตา กดเบอร์ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดหา แม้เขาคนนั้นจะมีหลายเบอร์ และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เบอร์นี้ ไม่เคยเปลี่ยน เบอร์สำหรับครอบครัวและคนสำคัญ

 

ดูสิ ว่าฉันจะยังอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นหรือเปล่า…

 

เสียงสัญญาณดัง

 

ตืด…

 

มองของเหลวในแก้วที่กำลังหมุนวนอย่างช้าๆ

 

ตืด….

 

ตืด….

 

คิมแจจุงหลับตาลง

 

ได้ยินเสียงเพลงเรียกเข้าดังขึ้น มองหาไปรอบๆ แต่ก็แค่นั้น เมื่อผู้หญิงที่โต๊ะนั้นหยิบมือถือออกมารับ พูดคุยด้วยเสียงดังจนลูกๆร้องไห้แง

 

วางสายลง เก็บมือถือลงที่เก่า ยกแก้วโซจูขึ้น ดื่มจนหมดแก้วในอึกเดียว เทใหม่ และยกขึ้นกินแบบนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก กระแทกก้นแก้วลงกับโต๊ะเสียงดัง ฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึกหดหู่

 

ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วที่จะได้ยินเสียงคนๆนั้นอีก ถ้าไม่ใช่จากเพลง เพลงที่เคยร้องด้วยกัน หรือจะเป็นเพลงที่ไม่มีเสียงเขาอยู่อีกต่อไป

 

ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่ง

 

เก้าอี้ที่ห่างออกไปสามตัว ถูกลากออก มองเงาสะท้อนบนขอบแก้ว เห็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งลงที่ตรงนั้น ไม่ได้พูดอะไร แค่พยักหน้า เจ้าของร้านก็ลงมือผัดเส้นหมี่เหมือนรู้กัน

“ทานให้อร่อยนะครับ”

 

เขาคนนั้นพยักหน้าตอบ

 

“ลุงครับ…”

 

เสียงที่ได้ยิน ทำให้แจจุงต้องละสายตาออกจากแก้วโซจู

 

หันช้าๆ ไปมองผู้ชายที่ห่างออกไปแค่หนึ่งแขน

 

ดวงตาเบิกกว้างขึ้น

 

“…ผมขอพริกเพิ่มหน่อย ผมกินอาหารรสเผ็ดจนชิน”

 

สายตาคู่นั้นไม่ได้จับจ้องที่คุณลุงเจ้าของร้าน คนที่สมควรจะมอง

 

แต่มองมาทางนี้

 

ดวงตาที่คล้ายกับหยดน้ำ แค่สบตา ก็รู้สึกเหมือนร่างกายจะโปร่งแสง โดนมองผ่านไปได้ง่ายๆ

 

“ชองยุนโฮ…

 

“เคยมีคนทำอาหารเผ็ดๆให้ผมทานประจำ”

 

“แล้วทำไมไม่บอกเขาไปล่ะ”

 

“..เพราะมันอร่อย และผมก็ยังชอบอยู่”

 

ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปช่วงหนึ่ง แจจุงเบือนหน้าหนี หยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นจากที่นั่ง บอกเจ้าของร้าน

 

“ขอผมไปสูบบุหรี่สักครู่นะครับ”

 

เดินออกมาข้างนอกร้าน ไม่มีใครเดินตามออกมา

 

ควันบุหรี่ปนกับไอของลมหายใจ เยือกแข็งสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างช้าๆ

 

มือสั่น นิ้วที่คีบบุหรี่อยู่เหมือนหมดแรง

 

กุมขมับ หลับตาลง รับรู้เพียงไออุ่นที่มาจากฝ่ามือ

 

หิมะที่เริ่มกลืนกินพื้นถนนช้าๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า นุ่นสีขาวสะอาด ทิ้งตัวลงที่ปลายหางตา

 

แจจุงกระพริบตาสองสามที มันก็ละลายกลายเป็นหยดน้ำ วิ่งลงมาตามแนวแก้ม

 

แสงจากในร้านชัดขึ้นบนทางเท้า พลาสติกที่ปิดอยู่ถูกเปิดออก

 

อีกคนเดินออกมา หยุดอยู่ที่ๆห่างออกไปไม่ไกลนัก ไม่ได้เดินเข้ามายืนข้างกันเหมือนก่อน

 

ใช่ ไม่แปลกหรอก

 

เพราะมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

 

หลุบตาลงแบบนี้ จะคิดว่าร้องไห้หรือเปล่า

 

แจจุงไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดว่าเขาอ่อนแอ ไม่อยากให้ถูกเห็นว่า การที่ต้องอยู่อย่างลำพังในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นเรื่องที่ลำบากเสียจนแทบขาดใจ

 

มันไม่ได้เป็นแบบนั้น

 

คิมแจจุงก็ยังเป็นคนเดิม ที่ใช้ชีวิตตามปกติ

 

เข้มแข็ง และอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากใคร

 

คิมแจจุงมองเพียงรองเท้าหนังของอีกฝ่ายเท่านั้น

 

พยายามจะไม่ขมวดคิ้ว

 

พยายาม จะไม่นึกถึงเรื่องราวในความทรงจำ

 

“ตอนนี้ กำลังคบอยู่กับผู้หญิงคนนึงอยู่น่ะ”

 

รัก ที่ไม่ใช่ของเรา

 

มันจะเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่

 

ถ้า ไม่มีนายอยู่ตรงนี้

 

กลายเป็นความทรมานที่อธิบายไม่ได้ รัก ต้องรักเธอคนนี้ บอกตัวเองซ้ำๆ ไม่เคยมีสักครั้งที่มันจะได้ผล เป็นเหมือนหุ่นยนต์ ที่หัวใจไร้การทำงาน

 

“…กำลังจะลืมได้แล้วแท้ๆ”

 

“….”

 

ชองยุนโฮทำเพียงเงียบและรับฟัง

 

“กำลังจะลืมนายออกไปได้ ชองยุนโฮ นายไม่น่ากลับมา”

 

กัดริมฝีปาก

 

หลับตาลง

 

ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้จะเอามือซุกลงไปในโค้ท

 

เหมือนอยู่ในที่ที่หนาวเหน็บที่สุดบนโลกเพียงลำพัง

 

“ฉันไม่ได้กลับมา นายไม่ได้ยืนอยู่ที่ตรงนี้ เราไม่เคยเจอกัน”

 

แค่ฟังคำพูดที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวแบบนั้น ก็ทนไม่ไหว ปาซองบุหรี่ในมือใส่

 

กล่องกระดาษชนเข้ากับเสื้อโค้ทอีกฝ่าย แล้วหล่นลงกับพื้น บุหรี่กระจายเกลื่อนรอบพื้น

 

“ทำไม!..ทำไมถึงพูดด้วยเสียงเรียบเฉยแบบนั้นได้..นายไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง!?”

 

ชองยุนโฮยืนอยู่ที่ตรงนั้น ปิดปากเงียบ ไม่ตอบคำถาม เหมือนเขาไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

 

“นายไม่เสียใจเลยใช่ไหม? ไม่รู้สึกทรมานเป็นบ้าแบบนี้ใช่หรือเปล่า? ที่พวกเราต้องเป็นแบบนี้ นายไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นเลยใช่ไหม?!”

 

ไหล่สั่น

 

โกรธ? ไม่ใช่ มันคือความเสียใจที่ระเบิดออก

 

ไม่มีน้ำตา คิมแจจุงก้าวผ่านวัยนั้นมาแล้ว

 

เมื่ออายุมากขึ้น น้ำตาที่เคยคิดว่ามี ก็จะเหือดแห้งลง

 

“ฉันไม่ต้องการนายอีกต่อไปแล้วยุนโฮ! ถ้าไม่มีนาย ชีวิตฉันคงจะดีกว่านี้ ฉันคงไม่ต้องมาเสียใจแบบนี้ ฉันคงไม่ต้องติดอยู่แต่ในความทรงจำที่มันผ่านมาแล้ว..”

 

“….”

 

“ฉันได้แต่คิดว่ามันจะดีแค่ไหน ถ้าฉันไม่ได้เคยรักนาย ถ้าเราไม่ได้พบกัน มันคงจะต้องไม่มีวันแบบนี้”

 

“….”

 

“…ไปซะ ค่าอาหารฉันจะจ่ายให้เอง นายไม่ต้องกินหรอก แล้วก็อย่าได้กลับมา ถ้าจะจากกันแล้ว อย่ากลับมาหากันแบบนี้ นายจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมันแย่ลง ทั้งๆที่มันกำลังจะดีขึ้นอยู่แล้ว”

 

ไม่มีคำใดตอบมา

 

กลายเป็นเพียงอากาศหนาว ที่พัดไปรอบๆตัว มองไม่เห็น ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่

 

ใบหน้าที่แสนเย็นชา ไม่มีใครรู้ ภายใต้หน้ากากนั่น กำลังคิดอะไรอยู่

 

ยุนโฮทำตามที่คิมแจจุงบอก

 

รองเท้าหนังที่เคยหยุดนิ่งจนเริ่มจมลึกลงไปในหิมะ หมุนกลับไปทางตรงข้าม

 

เดินจากไปช้าๆ เห็นเพียงเสื้อโค้ทที่เริ่มห่างออกไป จนกลืนไปกับสีมืดของถนน

 

เหลือเพียงความเหน็บหนาวที่อยู่รอบตัว

 

ไม่มีใคร ไม่มีใครเลยที่จะเข้าใจถึงความรู้สึกเจ็บปวดแบบนี้ได้ ไม่แม้กระทั่งยุนโฮ ที่จะเข้าใจมัน

 

เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง แม้แต่ดาวสักดวง ยังไม่มีให้เห็น

 

กลับเข้าไปในร้าน จ่ายค่าอาหารสำหรับสองจาน โซจูสี่ขวด สั่งขวดที่ห้า เดินถือออกมา ยกขึ้นดื่มขณะที่เดินก้าวไปยังถนน ไร้เป้าหมายปลายทาง

 

คนรอบข้าง ก็ยังเดินกันปกติ ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆตามเป้าหมายของตน

 

ไม่มีใครสังเกต ไม่มีใครรู้ ต่อให้ทุกอย่างแตกร้าวแค่ไหน มันก็ยังอยู่ในความคิด อยู่ในใจ ไม่ได้ถูกแสดงออกให้คนรอบตัวรู้

 

เสียใจแค่ไหนก็ยังมีชีวิตอยู่

 

นั่นอาจเป็นเรื่องแย่ที่สุด

 

อากาศหนาวจนแสบริมฝีปาก ยกเบียร์ที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อขึ้นดื่ม

 

นั่งลงกับเก้าอี้หน้าร้าน แสงสว่างทำให้เงาที่ยาวออกไป กลืนหายไปกับเงาอื่นๆ

 

หยิบมือถือออกมา

 

กดโทรเบอร์ล่าสุด

 

ตืด…

 

ตืด…

 

ตืด…

 

เหมือนเดิม

 

ไม่มีใครรับ

 

จังหวะที่จะตัดสาย เสียงสัญญาณก็หายไป จึงแนบหูเข้ากับโทรศัพท์ใหม่อีกครั้ง

 

“ยุนโฮ…”

 

อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรมา

 

ได้ยินเพียงเสียงถนนเท่านั้น ที่ตอบกลับว่า สายไม่ได้ถูกตัดหรือป้อนเข้าสู่ระบบตอบข้อความอัตโนมัติ

 

คิมแจจุง ขึ้นชื่อว่าคอทองแดง เขาไม่ได้เมา แต่อยากจะใช้ประโยชน์จากแอลกอฮอล์ที่ดื่มลงไป มอบความกล้า หรืออย่างน้อย ก็ช่วยเสแสร้งว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อจากนี้ เกิดขึ้นเพราะสติที่ลดลง

 

“ยุนโฮ..แค่ฟังเฉยๆก็ได้ นายไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ฉันแค่อยากจะบอกให้นายรู้ อยากบอกให้ใครสักคนรู้ ว่าตอนนี้ฉันกำลังเจ็บปวดแค่ไหน”

 

“….”

 

“มันทรมาน ฉันไม่อยากติดอยู่ในความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว ฉันเจอนายไม่ได้ สัมผัสนายไม่ได้ ฉันอยู่ข้างนายแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ต่อให้ฉันเสียใจ หรือนายเสียใจแค่ไหน มันก็จะไม่มีคำปลอบใจที่เคยได้ยินเหมือนเดิมอีก ฉันทนเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ฉันไม่อยากอยู่ในสภาพนี้อีกแล้ว”

 

“….”

 

“ฉันรักนาย และก็ยังรักอยู่ ไม่รู้ว่าจะรักไปอีกนานแค่ไหน แต่ฉันก็อยากให้มันจบลงซักที”

 

“….”

 

“พอซักทีเถอะ ถ้ามันจะมีวิธีไหนที่จะหยุดมันได้ ช่วยบอกฉันออกมาซักที เกมนี้มันไม่สนุกซักนิด ฉันอยากจะเลิกแล้ว”

 

“….”

 

ร้องไห้เงียบๆ ที่ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น

 

ความรู้สึกทุกอย่างก็ยิ่งดูเปราะบางเสียจนแตกหักลงได้ง่ายๆ

 

อยากจะร้องไห้เหมือนเด็กๆ เรียกร้องหาอ้อมกอด

 

ทำแบบนั้นไม่ได้

 

เขาไม่อยากที่จะกลายเป็นคนอ่อนแอ คนที่ไม่สามารถหยืดหยัดสู้กับปัญหาได้อย่างที่เคยทำมาโดยตลอด

 

ชีวิตที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

 

ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน จนกระทั่งถึงวินาทีนี้

 

มันเปลี่ยนแปลงไปเสียจนนึกภาพอดีตก่อนหน้านี้ไม่ออก เป็นเหมือนความฝันที่เลือนลาง

 

“…ฉันเกลียดตัวเองที่ยังรักนายอยู่แบบนี้…นายไม่มีวันเข้าใจมันหรอก…”

 

เสียงเงียบลง

 

อีกฝ่ายอาจจะไม่ได้ฟังอยู่ หรืออาจไม่รู้ ว่าคนที่โทรมานี้เป็นใคร

 

เบอร์ อาจจะถูกลบออกไปแล้ว

 

“…ถ้านายยังฟังอยู่ หรืออะไรก็ตาม จะยังไงก็เถอะ อย่างน้อย ก็ได้โปรด ช่วยเรียกชื่อฉันซักครั้ง แค่เรียกชื่อฉันออกมาก็เท่านั้นชองยุนโฮ มันก็คงจะเพียงพอแล้ว”

 

เสียงรถเสียงดัง ลอดออกมาจากลำโพง ดังเสียจนกลบเสียงเบาๆนั่นไปจนเกือบหมด

 

เสียงที่สั่นแต่หนักแน่น ดึงน้ำตาที่ไหลจากดวงตาขวาเพียงข้างเดียวเมื่อได้ยิน เปลี่ยนเป็นหยดน้ำเย็นเยือก กร่อนหัวใจที่อ่อนแรง

 

“คิมแจจุง…

 

ตืด…

 

ตืด…

 

ตืด…

 

ตืด…

 

 

………………………………………………

………………………………

 

 

 

[No gain: complete]

[24.5.55]